Ducati Panigale V4 S 7G 2026 คือ Panigale V4 เจเนอเรชันที่ 7 และถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของซูเปอร์ไบค์เรือธงจาก Ducati เพราะครั้งนี้ไม่ได้พัฒนาเพียงเรื่องกำลังเครื่องยนต์ แต่ปรับใหม่ตั้งแต่แอโรไดนามิก เฟรม สวิงอาร์ม ช่วงล่าง ระบบเบรก อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงท่านั่งและจุดสัมผัสระหว่างผู้ขี่กับตัวรถ

ผมเองได้โอกาสขี่ Panigale 7G ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและขี่ในสนามมันดาลิกา ประเทศอินโดนีเซียเป็นครั้งแรกเช่นกัน และสำหรับประเทศไทย Ducati Panigale V4 S ราคา 1,479,000 บาท ขณะที่ Panigale V4 รุ่นมาตรฐานราคา 1,199,000 บาท ตามราคาประกาศล่าสุดของ Ducati Thailand

Ducati Panigale V4 S 7G ดีไซน์ใหม่ แต่ทุกอย่างมีเหตุผลด้าน Performance
ถ้ามองเพียงรูปลักษณ์ Panigale V4 S 7G อาจดูเหมือน Ducati ลดความดุดันบางส่วนของ Panigale รุ่นก่อนลง แต่รายละเอียดแทบทุกจุดถูกออกแบบโดยมีเรื่อง Aerodynamics และ Performance เข้ามาเกี่ยวข้อง

แฟริ่งด้านหน้าและ Winglet แบบ Double Profile ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับตัวรถมากขึ้น ขณะที่ Ducati ระบุว่าการพัฒนาแอโรไดนามิกใช้เวลามากกว่า 18 เดือน ทั้งการวิเคราะห์ด้วย CFD และการทดสอบจริงในสนาม

ผลลัพธ์คือสามารถลดแรงต้านอากาศได้ประมาณ 4% โดยยังรักษา Downforce ในระดับเดียวกับรถรุ่นก่อน พร้อมเพิ่มการไหลเวียนของอากาศเข้าสู่หม้อน้ำ และช่วยลดแรงปะทะของลมบริเวณมือและหัวไหล่ของผู้ขี่ขณะใช้ความเร็วสูง

เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 1,103 ซีซี 216 แรงม้า
หัวใจของ Ducati Panigale V4 S 2026 ยังคงเป็นเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale แบบ V4 90 องศา ขนาด 1,103 ซีซี ใช้ระบบวาล์ว Desmodromic และเพลาข้อเหวี่ยงแบบ Counter-Rotating Crankshaft ซึ่งมีพื้นฐานแนวคิดจากโลกการแข่งขัน MotoGP

เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 216 แรงม้า ที่ 13,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 120.9 นิวตันเมตร ที่ 11,250 รอบ/นาที ขณะที่อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 14.0:1

ระบบไอดีใช้ Variable Length Intake พร้อมหัวฉีดคู่ต่อหนึ่งสูบและ Full Ride-by-Wire ส่วนเกียร์เป็นแบบ 6 สปีด ทำงานร่วมกับ Ducati Quick Shift 2.0 (DQS 2.0) สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์

DQS 2.0 แตกต่างจากระบบเดิมตรงที่ตัด Microswitch แบบเดิมออก และใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งจาก Gear Drum ทำให้ Ducati สามารถปรับความรู้สึกของคันเกียร์ให้ตรงและแม่นยำมากขึ้น ลดระยะการทำงานและความรู้สึกยืดหยุ่นหรือ “Rubbery” ของระบบเดิม
Ducati Panigale V4 S หนักเพียง 187 กิโลกรัม
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Panigale V4 S มีน้ำหนัก Wet Weight No Fuel หรือรวมน้ำมันเครื่องและของเหลวต่าง ๆ แต่ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 187 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับกำลังเครื่องยนต์ 216 แรงม้า

จะเห็นได้ว่า Power-to-Weight Ratio ของรถอยู่ในระดับที่สูงมากถังน้ำมันอะลูมิเนียมมีความจุ 17 ลิตร ความสูงเบาะ 850 มม. และระยะฐานล้อ 1,485 มม.
จุดเปลี่ยนสำคัญกับ Hollow Symmetrical Swingarm
หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเมื่อ Panigale V4 7G เปิดตัว คือการเปลี่ยนจาก Single-Sided Swingarm ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Ducati มาใช้ Ducati Hollow Symmetrical Swingarm หรือสวิงอาร์มแบบสองด้าน

สำหรับแฟน Ducati บางคนอาจเสียดายความสวยงามของสวิงอาร์มแขนเดี่ยว แต่ในมุมวิศวกรรม Ducati เลือกแนวทางนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรถในสนามโดยตรง
Ducati ระบุว่าโครงสร้างด้านหลังแบบใหม่ช่วยลด Lateral Stiffness ลง 37% เพื่อเพิ่มการยึดเกาะของยางเมื่อรถอยู่ในองศาเอียงสูง โดยยังรักษาความแข็งแรงในแนวยาวและความแม่นยำในการควบคุมไว้ นอกจากนี้โครงสร้างด้านหลังใหม่ยังช่วยลดน้ำหนักลงประมาณ 2.7 กิโลกรัม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็น Unsprung Mass ที่มีผลโดยตรงต่อการทำงานของช่วงล่าง

แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางของ Ducati Corse อย่างชัดเจน เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำรถให้มีตัวเลขแรงม้าสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้ขี่สามารถนำสมรรถนะเหล่านั้นออกมาใช้ได้ง่ายและต่อเนื่องกว่าเดิม
ช่วงล่าง Öhlins Electronic Suspension 3.0
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Panigale V4 และ Panigale V4 S อยู่ที่ระบบช่วงล่าง

V4 S ใช้โช้กหน้า Öhlins NPX-30 Pressurized Fork ทำงานร่วมกับโช้กหลัง Öhlins TTX36 และ Öhlins Steering Damper ทั้งระบบควบคุมด้วย Öhlins Smart EC 3.0 / Ducati Electronic Suspension 3.0
ระบบสามารถตรวจจับและปรับการทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์การขี่แต่ละช่วง เช่น การเบรก การเข้าโค้ง การเร่งออกจากโค้ง หรือการวิ่งด้วยความเร็วคงที่นอกจากนี้ยังมี Suspension Modes จำนวน 5 รูปแบบ ซึ่งผู้ขี่สามารถนำมาเป็นค่าพื้นฐานและปรับแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะกับสไตล์การขี่ของตัวเองได้

ผลที่ Ducati ต้องการคือทำให้ช่วงล่างชุดเดียวสามารถรองรับทั้งการขี่บนถนนที่ต้องการความสบาย และการขี่ในสนามที่ต้องการ Support และความแม่นยำสูง โดยลดการประนีประนอมระหว่างสองรูปแบบการใช้งานให้น้อยที่สุด
Brembo Hypure และ Race eCBS ระบบเบรกที่คิดแบบนักแข่ง
ระบบเบรกหน้าใช้จานคู่ขนาด 330 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Brembo Hypure Monobloc 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังใช้จานขนาด 245 มม.
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าฮาร์ดแวร์คือระบบ Race eCBS ที่ Bosch พัฒนาร่วมกับ Ducatiเมื่อผู้ขี่ใช้เบรกหน้า ระบบสามารถสร้างแรงดันเบรกที่ล้อหลังให้โดยอัตโนมัติตามสถานการณ์ องศาการเอียงของรถ และน้ำหนักที่ตกอยู่บริเวณล้อหลัง

ใน Setting สำหรับสนาม ระบบสามารถทำงานต่อหลังจากผู้ขี่เริ่มปล่อยเบรกหน้า หรือที่ Ducati เรียกว่า “Post Run” เพื่อช่วยให้รถรักษาไลน์และหุบเข้า Apex ได้ดีขึ้น เลียนแบบเทคนิคการใช้ Rear Brake ของนักแข่งระดับสูง
นี่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้ Panigale V4 7G แตกต่าง เพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เข้ามาเพียงป้องกันอุบัติเหตุ แต่เข้ามามีส่วนช่วยสร้าง Performance และลดภาระของผู้ขี่โดยตรง

Ducati Vehicle Observer หรือ DVO เทคโนโลยีจาก Ducati Corse
หัวใจสำคัญของ Electronics Package รุ่นนี้คือ Ducati Vehicle Observer หรือ DVO
Ducati ระบุว่า Algorithm ที่พัฒนาโดย Ducati Corse สามารถจำลองข้อมูลเสมือนว่ารถมีเซ็นเซอร์ตรวจวัด Physical Quantities ได้ถึง 70 ค่า เพื่อประเมินสถานะการเคลื่อนที่ แรงที่เกิดขึ้นกับยาง และขีดจำกัดของแรงที่รถสามารถรับได้ในแต่ละสถานการณ์

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับระบบต่าง ๆ อย่าง Ducati Traction Control หรือ DTC, Ducati Wheelie Control หรือ DWC และ Ducati Power Launch ทำให้ระบบสามารถแทรกแซงได้อย่างแม่นยำและมีลักษณะใกล้เคียงกับการ “คาดการณ์” พฤติกรรมของรถมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมี Ducati Slide Control, Engine Brake Control, Cornering ABS, Ducati Power Launch และ Ducati Quick Shift 2.0 ทำงานร่วมกับ IMU แบบ 6 แกน
Riding Mode 5 รูปแบบ
Panigale V4 S มี Riding Mode ได้แก่ Race A, Race B, Sport, Road และ Wet

แต่ละ Mode ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะการตอบสนองของคันเร่งเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงการทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขี่และระบบช่วงล่างอิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกัน ทำให้บุคลิกของรถสามารถเปลี่ยนจาก Superbike สำหรับ Track Day ไปเป็นรถที่สามารถใช้งานบนถนนได้ง่ายขึ้น
สำหรับผู้ขี่ที่ต้องการปรับละเอียด ระบบยังเปิดโอกาสให้ตั้งค่าการทำงานของ Electronic Controls ในแต่ละส่วนเพิ่มเติมได้อีก
จอ TFT 6.9 นิ้ว อัตราส่วน 8:3
อีกหนึ่งรายละเอียดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีเมื่อขึ้นคร่อมรถคือหน้าจอ TFT สีขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด 1,280 x 480 พิกเซล และอัตราส่วน 8:3หน้าจอใช้เทคโนโลยี Optical Bonding เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น และมี Interface แยกระหว่างการใช้งานบนถนนและสนามแข่ง

Track Info Mode ให้ความสำคัญกับตำแหน่งเกียร์ รอบเครื่องยนต์ การตั้งค่า Electronic Controls และ Lap Time โดยผู้ขี่สามารถปรับ Traction Control, Wheelie Control, Slide Control, Engine Brake รวมถึงระดับ ABS ได้จากหน้าจอ
แนวคิดการแสดงผลจึงใกล้กับรถแข่งมากกว่าการเป็นเพียงมาตรวัดความเร็วทั่วไป
Ergonomics ใหม่ ช่วยให้ขี่ในสนามเหนื่อยน้อยลง
Ducati ปรับ Ergonomics ของ Panigale V4 7G ค่อนข้างมาก ทั้งถังน้ำมัน เบาะพักเท้า และพื้นที่สำหรับเคลื่อนตัวบนรถ
ถังน้ำมันอะลูมิเนียมถูกออกแบบให้แคบและมีส่วนเว้าสำหรับใช้ต้นขาหนีบรถในช่วงเบรก ช่วยลดแรงที่แขนต้องรับ ขณะที่เบาะยาวขึ้น 35 มม. เพื่อให้ผู้ขี่สามารถถอยตัวไปด้านหลังในช่วงหมอบทางตรงได้สะดวกขึ้น

ตำแหน่งพักเท้าถูกขยับเข้าหาตัวรถประมาณ 0.3 นิ้วต่อข้าง ช่วยให้ผู้ขี่สามารถจัดท่าทางให้แคบและลู่ลมมากขึ้น รวมถึงเคลื่อนตัว Hanging-Off ได้เป็นธรรมชาติขึ้นรายละเอียดเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อดูรถอยู่กับที่ แต่เมื่อขี่ต่อเนื่องหลายรอบสนาม การลดแรงที่แขน ขา และลำตัวต้องใช้ในการยึดรถมีผลโดยตรงต่อความเหนื่อยและความสม่ำเสมอของ Lap Time
รีวิวขี่ Ducati Panigale V4 S 7G ที่ Mandalika Circuit
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของผมทั้งกับ Ducati Panigale V4 S 7G และสนาม Mandalika International Circuit ประเทศอินโดนีเซีย โดยเป็นการขี่ในกิจกรรม Ducati Riding Experience หรือ DRE ซึ่งผมอยู่ในกลุ่ม Beginner เน้นการเรียนรู้ทักษะและไลน์ในสนามมากกว่าการทำความเร็ว

จึงต้องบอกไว้ก่อนว่า นี่ไม่ใช่การทดสอบแบบ Track Test ที่สามารถรีดสมรรถนะของ 7G ได้เต็มที่ แม้จะแอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ขอย้ายขึ้นไปอยู่กลุ่มเร็ว!อย่างไรก็ตาม จากการขี่ทั้งหมด 5 Session Session ละประมาณ 15 นาที ก็เพียงพอให้ได้สัมผัส Character ของรถและทดลองระบบสำคัญบางส่วน
ท่านั่งสปอร์ต แต่รถกระชับกว่าที่คิด
เบาะสูง 850 มม. ด้วยส่วนสูงของผมประมาณ 172 ซม. เวลาจอดยังต้องเขย่งสองเท้า แต่ไม่มีปัญหาเรื่องการเตะขาตั้งทั้งตอนเอาลงและเกี่ยวกลับขึ้นมา อย่างไรก็ตาม คนที่สูงต่ำกว่าประมาณ 165 ซม. หรือช่วงขาสั้นควรลองคร่อมรถจริง เพราะจังหวะเกี่ยวขาตั้งอาจลำบากขึ้น

เมื่อนั่งบนรถแล้ว Panigale V4 S ให้ความรู้สึกกระชับและ Compact มุมมองจากตำแหน่งคนขี่สวยแบบ Italian Superbike หน้าจอ TFT ขนาด 6.9 นิ้วมองเห็นชัดเจน เสียดายที่กิจกรรมครั้งนี้รถหมุนเวียนกันขี่ตลอด จึงไม่ได้มีเวลาลองเล่นเมนูและฟังก์ชันต่าง ๆ ของหน้าจอมากนัก
Handling และช่วงล่าง คือสิ่งที่ประทับใจ
แม้ Pace จะไม่ได้เร็วมาก แต่เรื่องการควบคุมต้องบอกว่า ดีแบบไม่ต้องสืบ รถเลี้ยวง่ายทั้งวงแคบและวงกว้าง การเปลี่ยนทิศทางเป็นธรรมชาติและไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ากำลังควบคุม Superbike 216 แรงม้าที่น่าเกรงขามตลอดเวลา

ใน Session หลัง ๆ ผมเริ่มเว้นระยะจากรถด้านหน้า เพื่อให้มีพื้นที่เพิ่มความเร็วและใช้เบรกหนักขึ้น ซึ่งระบบเบรกให้ความมั่นใจมาก แม้ผมจะยังไม่ได้ใช้ถึงขีดความสามารถจริงก็ตาม
สิ่งที่ชอบมากคือช่วงล่าง Öhlins Electronic Suspension ต่อให้บางจังหวะผมตั้งใจโหนรถเข้าโค้งทั้งที่ความเร็วยังไม่สูงจนท่าทาง Balance กันนัก ตัวรถก็ยังไหลผ่านโค้งได้อย่างมั่นคง

โดยเฉพาะ Turn 13 โค้งซ้ายของ Mandalika ผมชอบเว้นระยะแล้วค่อยเร่งเข้าไป แม้ความเร็วจะยังไม่ถึงอย่างที่ใจต้องการ แต่รถให้ความมั่นใจในการเอียงและเติมคันเร่งในโค้งสูงมาก จนรู้สึกว่าถ้าได้เพิ่ม Pace ขึ้นอีก การเอาศอกลงแตะพื้น Track กับรถคันนี้คงไม่ใช่เรื่องยาก เสียดายที่ตัวผมไม่ย้ายไปขี่กลุ่มเร็วอีกแล้ว!
Race eCBS ทีเด็ดที่สัมผัสได้
ระบบที่น่าสนใจมากคือ Race eCBS ซึ่งสามารถช่วยควบคุมแรงเบรกหลังด้วย Electronics และมีฟังก์ชัน Post Run ที่ยังคงแรงเบรกหลังต่อในช่วงที่ผู้ขี่เริ่มปล่อยเบรกหน้า ช่วยให้รถหุบ Line เข้าหา Apex ได้ง่ายขึ้น

แนวคิดคล้ายกับเทคนิคที่นักแข่งใช้ Rear Brake ช่วยหมุนรถขณะ Trail Braking ซึ่งปกติต้องอาศัยทักษะสูงหรือใช้ Thumb Brake แต่ Panigale V4 S 7G นำ Electronics เข้ามาช่วยจัดการส่วนนี้ให้ผู้ขี่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
Race eCBS ซึ่งช่วยจัดการพฤติกรรมของล้อหลังในช่วงเบรกและเข้าโค้ง ทำให้ผู้ขี่สามารถโฟกัสกับ Brake Point, Line และ Apex ได้มากขึ้น จาก Pace ที่ผมขี่อาจยังไม่ได้ใช้ Race eCBS ถึงขีดสุด แต่ก็พอสัมผัสได้ว่ารถพร้อมหุบเข้า Apex ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระบบนี้เฟี้ยวจริง
Quickshifter เนียนและแม่น
ส่วนอัตราเร่งของเครื่องยนต์ V4 216 แรงม้า ผมขอไม่ตัดสิน เพราะในการขี่ครั้งนี้ไม่ได้มีโอกาสเปิดคันเร่งเต็มจริง ๆ

แต่สิ่งที่ได้ใช้ตลอดคือ Ducati Quick Shift 2.0 ซึ่งทำงานเนียนและแม่นมากทั้งเพิ่มและลดเกียร์ โดยเฉพาะการรวบเกียร์ลงก่อนเข้าโค้งทำได้ต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ — Quickshifter ชุดนี้แจ่มจริง
เพียงเศษเสี้ยวของความสามารถ 7G
หลังจาก 5 Session ที่ Mandalika ผมคิดว่าสิ่งที่ได้ลองยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความสามารถทั้งหมดของ Panigale V4 S 7G เพราะข้อจำกัดของการขี่ในกลุ่ม Beginner ทำให้ยังไม่ได้ลองทั้งกำลัง 216 แรงม้า การเบรกหนักจากความเร็วสูง หรือการเปิดคันเร่งออกจากโค้งในระดับ Track Pace จริง ๆ

แต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดคือ ความง่ายในการควบคุม ความแม่นยำของ Chassis ประสิทธิภาพของช่วงล่าง ระบบเบรก และ Electronics ที่ทำให้ Superbike ระดับนี้ไม่ได้สร้างความรู้สึกว่าผู้ขี่ต้องต่อสู้กับรถตลอดเวลา และนั่นทำให้หลังจบการขี่ ผมมีความรู้สึกเดียวเลยว่า…วันนั้นน่าจะขอย้ายไปอยู่กลุ่มเร็ว!
จุดที่สัมผัสได้อีกอย่างคือระบบเบรก Race eCBS ซึ่งช่วยจัดการพฤติกรรมของล้อหลังในช่วงเบรกและเข้าโค้ง
สเปค Ducati Panigale V4 S 7G 2026
| รายการ | Ducati Panigale V4 S |
|---|---|
| เครื่องยนต์ | Desmosedici Stradale V4 90° |
| ความจุ | 1,103 ซีซี |
| ระบบวาล์ว | Desmodromic 4 วาล์ว/สูบ |
| Bore x Stroke | 81 x 53.5 มม. |
| Compression Ratio | 14.0:1 |
| กำลังสูงสุด | 216 hp @ 13,500 rpm |
| แรงบิดสูงสุด | 120.9 Nm @ 11,250 rpm |
| ระบบคันเร่ง | Full Ride-by-Wire |
| เกียร์ | 6 สปีด |
| Quickshifter | Ducati Quick Shift 2.0 Up/Down |
| โช้กหน้า | Öhlins NPX-30 Electronic |
| โช้กหลัง | Öhlins TTX36 Electronic |
| ระบบช่วงล่าง | Öhlins Smart EC 3.0 / DES 3.0 |
| เบรกหน้า | จานคู่ 330 มม. / Brembo Hypure Monobloc |
| เบรกหลัง | จาน 245 มม. |
| ระบบเบรก | Race eCBS + Cornering Function |
| ยางหน้า | Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 120/70 ZR17 |
| ยางหลัง | Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 200/60 ZR17 |
| น้ำหนัก Wet ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง | 187 กก. |
| ความจุถังน้ำมัน | 17 ลิตร |
| ความสูงเบาะ | 850 มม. |
| ระยะฐานล้อ | 1,485 มม. |
| หน้าจอ | TFT 6.9 นิ้ว 1,280 x 480 px |
| Riding Modes | Race A / Race B / Sport / Road / Wet |
| ราคาในประเทศไทย | 1,479,000 บาท |
ข้อมูลสเปกอ้างอิง Ducati Official และ Ducati Thailand ณ ปี 2026
สรุป รีวิว Ducati Panigale V4 S 7G 2026
เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 1,103 ซีซี 216 แรงม้ายังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้รถเจเนอเรชันที่ 7 แตกต่างคือ Chassis, Aerodynamics, Electronic Suspension และระบบช่วยเหลือผู้ขี่ที่ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ
โดยเฉพาะ Ducati Vehicle Observer, Race eCBS, DQS 2.0 และ Öhlins Smart EC 3.0 ที่ทำให้ Electronics ไม่ได้มีหน้าที่เพียงคอยควบคุมความแรงของรถ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Performance โดยตรง
และนั่นอาจเป็นนิยามที่เหมาะกับ Panigale V4 S 7G มากที่สุด — มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อให้ “เร็วกว่าเดิม” แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ขี่สามารถเข้าถึงความเร็วนั้นได้ง่าย แม่นยำ และสม่ำเสมอกว่าเดิม
สำหรับประเทศไทย Ducati Panigale V4 S ราคา 1,479,000 บาท ตามราคาประกาศของ Ducati Thailand ในปัจจุบัน
รีวิว Ducati Monster Plus 2026
คลิปรีวิว 2023 Ducati Diavel V4
รีวิว Ducati Diavel V4
รีวิว Desert X Rally
รีวิว Hypermotard Mono
คลิปรีวิว Multistrada
ขี่ Panigale V4S เที่ยวเขาใหญ่









