มอเตอร์ไซค์ Adventure Touring ที่เน้นขี่สบายบนถนนดำแต่ยังลุยได้ และยังคงดีเอ็นเอแชมป์รายการดาการ์ไว้อย่างครบถ้วน Honda Africa Twin 2026 DCT หรือ CRF1100L ในรุ่น Adventure Sports คือคำตอบที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้ ด้วยการปรับจูนที่เน้นความเป็น “Grand Tourer” มากขึ้น พร้อมสีสันใหม่ที่สะท้อนความพรีเมียม

ตระกูล Africa Twin มีต้นกำเนิดที่ยิ่งใหญ่จากตัวแข่ง NXR750 ซึ่งคว้าชัยชนะในรายการ Paris-Dakar Rally ถึง 4 ปีซ้อน (1986-1989) จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดรุ่น XRV650 และ XRV750 ในยุค 90
หลังจากหยุดการผลิตไปนาน Honda ได้ฟื้นคืนชีพตำนานนี้อีกครั้งในปี 2016 ด้วยรหัส CRF1000L และพัฒนาต่อมาเป็น CRF1100L ในปัจจุบัน โดยรุ่นปี 2026 ยังคงรักษาจิตวิญญาณ “True Adventure” แต่เพิ่มความอเนกประสงค์ในการขับขี่บนถนนด้วยล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว

โมเดล 2026 อะไรใหม่ และรุ่น DCT กับ MT อะไรต่าง
แม้ในรุ่น Honda Africa Twin 2026 DCT จะทำออกมาเน้นทางเรียบ แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ “True Adventure” หรือการผจญภัยที่แท้จริง ก็ยังเป็นรถลุยหรือ Adventure Touring นั่นแหล่ะ แต่เขาพัฒนาให้ไปได้ทุกที่ด้วยตวามสะดวกสบายมากขึ้น และยังใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย และราคาของรุ่น DCT กับรุ่น MT ที่ต่างกันพอสมควรคือหลักแสน เหมือนรถก็เลือกผู้ใช้ส่วนผู้ใช้ก็ต้องเลือกให้ตรงกับตัวเองแล้ว

เครื่องยนต์พื้นฐานเดิมจากโมเดลก่อนหน้าเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง Parallel Twin ขนาด 1,084 ซีซี OHC ปรับอัตราส่วนกำลังอัดจากเดิม 10.1:1 เป็น 10.5 :1 มีการเปลี่ยนองศาวาล์วทำให้เพิ่มแรงบิดได้ 7% มีการตั้งค่า FI ใหม่เพิ่มกำลังและควบคุมได้ง่ายขึ้น มีการปรับปรุงระบบไอเสียและภายในปลายท่อไอเสียก็มีการปรับใหม่ ทั้งรุ่น DCT และ MT เครื่องยนต์เดียวกัน

แต่ในรุ่น DCT มีการปรับปรุงระบบ DCT ให้ใช้หรือคุมรอบในความเร็วต่ำได้ดีขึ้น ล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและยางติดรถที่ไปทางเรียบมากกว่าลุยเป็นผลให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลงด้วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานทั่วไป ปรับความสูงเบาะได้ 2 ระดับคือ 835 มม. และ 855 มม. คนตัวเล็กขี่ได้มั่นใจมากขึ้นแน่นอน


ชิลด์บังลมหรือวินสกรีนรุ่น DCT มีการปรับใหม่บังลมได้ดีกว่า แต่ทั้งรุ่น DCT และ MT ปรับระดับวินสกรีนได้ 5 ระดับ ล้อหน้าซี่ลวดเป็นล้อยาง Tubeless ขนาด 21 นิ้วในรุ่น MT และขนาด 19 นิ้วในรุ่น DCT ในรุ่น DCT มีการเพิ่มความหนาของเบาะนั่งและเปลี่ยนรูปทรง ในรุ่น DCT ก็จะมีโช้คอัพไฟฟ้าและไฟ Cornering Light ส่องเปิดมุมมืดของโค้ง ส่องได้ 3 ระดับ

ถังน้ำมันในรุ่น DCT จะมีความจุ 24.8 ลิตร ในรุ่น MT จะมีความจุ 18.8 ลิตร เฟรมหรือโครงของตัวรถทั้ง 2 รุ่นใช้เฟรมเดียวกัน มีความเบาและแข็งแกร่งออกแบบให้มีประสิทธิภาพภายใต้การขับขี่ใช้งานที่หลากหลายพร้อมน้ำหนักบรรทุกสูง การขับขี่ในทาง Off Road ที่ยากลำบาก การขี่บนทางหลวงที่มีคนซ้อนท้ายและมีสัมภาระเต็มพิกัด

ในรุ่น MT ล้อหน้า 21 นิ้ว ท้องรถจะห่างจากพื้น 250 มม. ความสูงเบาะนั่งมีความสูง 850 และ 870 มม. ในรุ่น DCT ล้อหน้า 19 นิ้วจะมีระยะท้องรถห่างจากพื้น 220 มม. เบาะนั่งสูง 835 และ 855 มม.(เบาะสบาย) และสูง 820 กับ 840 มม.(เบาะมาตรฐาน)
รีวิวกันเลย
ปี 2026 กับล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว และยางติดรถที่เป็นยางทางเรียบ 80-90% ฮอนด้าทำมาตอบโจทย์คนที่ชอบรถ Adventure Touting แต่ไม่ได้เน้นเอาไปขี่ลุยทาง Off Road เน้นขี่เดินทางไกลบนไฮเวย์กับท่าขี่แบบ Upright position คล้ายนั่งเก้าอี้ ช่วงขาไม่อ้ามากเพราะเฟรมและถังน้ำมันตำแหน่งนี้มีความแคบกระชับ แฮนด์กว้างไม่ก้มต่ำและตำแหน่งขาที่ไม่งอมากนัก เจอหลุมบ่อทางพังบนทางดำก็รูดได้มั่นใจโดยรวมคือขี่ได้แสนสบายใครล่ะจะไม่ชอบ และผมก็เชื่อว่าคนที่ชอบแนวนี้มีเยอะซะด้วย
ฮอนด้าจัดเส้นทางให้ลองขี่เป็น On Road สลับ Off Road และสลับขี่กับรุ่น MT ด้วย ซึ่งในเส้นทาง Off Road จะเป็นทางชาวบ้านสันจรเป็นทางทรายเกือบ 100% เป็นทรายตื้นซะส่วนใหญ่ แต่บางจุดทรายก็ค่อนข้างหนาโดยเฉพาะตรงทางเลี้ยวพอดี กับยางเดิมติดรถที่เป็นยางทางเรียบเกือบ 100% ไม่สนุกเท่าไหร่แต่ไปได้ครับ คือถ้าเราใช้รุ่นนี้(ยางเดิม)ขี่เที่ยวไกลๆ แล้วเจอแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องออกนอนเส้นทางไปในทาง Off Road เบาๆ ไปได้สบาย


การขี่ในทาง Off Road ครั้งนี้แม้จะติดที่เรื่องยางเดิมติดรถเป็นยางเน้นทางเรียบ แต่ระบบต่างๆ ของรถก็ทำให้ขี่ไปได้อย่างปลอดภัยและสบายด้วยระบบเกียร์ DCT ไม่ต้องกังวงเรื่องเกียร์ให้สัมพันธ์กับรอบและความเร็วที่ใช้ ไม่ต้องกลัวกระตุกดับ ใช้คันเร่งและการบาล้านซ์ตัวก็ผ่านไปได้ ยืนขี่หนีบและคุมรถได้ไม่เทอะทะ แต่ในรุ่น MT จะพลิ้วกว่าเพราะถังน้ำมันจะมีขนาดเล็กและแคบกว่า


แต่จะเข้าทาง Off Road ก็ต้องเลือกโหมดขี่ที่ตอบรับกับเส้นทางหน่อย ทั้งรุ่น DCT และ รุ่น MT มีให้เลือก 6 โหมดขี่คือ Tour , Urban , Gravel , Off Road และ User1 / User2 แต่ละโหมดมีผลต่อคันเร่ง รอบเครื่อง และการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยขี่ที่จะทำงานตอบรับกันเป็นอย่างดี มีสวิตซ์ G ให้รีดรอบแบบฉับพลัน ถึงล้อจะขอบ 19 รัดยางทางเรียบมา แต่พื้นฐานรถและระบบต่างๆ พร้อมลุยนะครับ

และในรุ่น Adventure Sport ที่เป็นระบบ DCT ยังสามารถปรับ S Mode (Sport) ได้อีก 3 ระดับ (S1, S2, S3) เพื่อเลือกว่าจะให้เกียร์ลากรอบเครื่องยนต์สูงแค่ไหนก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ขึ้น ซึ่งทำงานแยกอิสระจาก Riding Mode หลัก

การขี่บนทางดำ ทำได้ดีมากการที่เป็นล้อขนาด 19″ และยางเดิมหน้ากว้างที่เน้นทางเรียบ ทำให้การควบคุมรถในความเร็วสูงได้ดี รวมถึงการเลี้ยวในความเร็วสูงด้วย ปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น ช่วงล่างไฟฟ้าที่ลุยได้ มาใช้บนทางเรียบมีความหนึบแน่น แถมยังรูดผ่านอุปสรรคต่างๆ บนถนนได้แบบชิลล์ เบรกก็มั่นใจ ใช้เบรกหน้าหนักๆ บนทางเรียบ รถก็เสถียรมั่นคง แถมเบรกและเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางได้ดีด้วย


ระบบเบรก ABS พัฒนาใหม่ มีโหมดให้เลือกระดับได้คือโหมดถนนและโหมดออฟโรด ระบบ ABS ทำงานร่วมกับ IMU ด้วย ทำให้การควบคุมเบรกแม่นในทุกสถานการณ์ และสามารถปิดหรือยกเลิก ABS ที่ล้อหลังได้เมื่อต้องลุยในทางออฟโรด มี Cruise Control ให้ใช้ หน้าจอสี TFT เชื่อมต่อ Apple CarPlay หรือ Adroid Auto ได้
IMU 6 แกน ผสานระบบ Electronic ช่วยขี่อัจฉริยะ
มาว่าถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยขี่ที่มี ซึ่งระบบก็จะทำงานร่วมกับ IMU 6 แกน วัดมุมเอียงทุกมุมของรถโดยละเอียด ไล่เรียงก็ตามนี้
- HSTC (Honda Selectable Torque Control) หรือ Traction Control ปรับได้ 7 ระดับ (+ปิดได้) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ทำงานร่วมกับ IMU เพื่อตรวจจับการสไลด์ของล้อหลังในขณะเอียงรถ ระดับ 1 สำหรับคนชอบสไลด์ และระดับ 7 สำหรับถนนเปียกที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด
- Wheelie Control ปรับได้ 3 ระดับ (+ ปิด) ระบบป้องกันล้อหน้ายกตั้งชันเกินไป ช่วยให้การเปิดคันเร่งออกจากโค้งหรือจังหวะออกตัวทำได้อย่างมั่นคง
- Engine Brake (EB) ปรับได้ 3 ระดับ ช่วยควบคุมแรงหน่วงจากเครื่องยนต์เมื่อยกคันเร่ง เหมาะสำหรับการปรับให้เข้ากับสไตล์การเข้าโค้งของแต่ละคน
- Cornering ABS ระบบเบรกอัจฉริยะที่คำนวณแรงดันน้ำมันเบรกตามองศาการเอียง เพื่อไม่ให้รถตั้งตรงหรือเสียหลักขณะเบรกในโค้ง
- Rear Lift Control ป้องกันล้อหลังลอยตัวเมื่อมีการเบรกอย่างรุนแรง เพิ่มความมั่นใจในการหยุดรถ
- DCT Cornering Detection ระบบ DCT จะ “หน่วงการเปลี่ยนเกียร์” ในขณะที่รถกำลังเอียงอยู่ในโค้ง ทำให้รอบเครื่องยนต์นิ่งและรถไม่เสียอาการ


โหมดที่ให้เลือกใช้และปรับแบบง่ายและเร็วอีก 4 โหมด
- P (Power) ปรับได้ 4 ระดับ คือ ระดับ 1 ปล่อยแรงม้าสูงสุด ตอบสนองคันเร่งไวที่สุด (เหมาะกับโหมด Tour) – ระดับ 4 จำกัดกำลังเครื่องยนต์และการตอบสนองให้นุ่มนวลที่สุด (เหมาะกับโหมด Gravel หรือถนนลื่นมาก)
- EB (Engine Brake) ปรับได้ 3 ระดับ คือ ระดับ 1 แรงหน่วงสูงสุด (ยกคันเร่งแล้วรถชะลอความเร็วแรง เหมาะกับทางโค้งต่อเนื่อง) – ระดับ 3 แรงหน่วงน้อยสุด (รถไหลได้ลื่นกว่าเมื่อยกคันเร่ง)
- T (HSTC/Traction Control – ระบบกันล้อหมุนฟรี): ปรับได้ 7 ระดับ (+ ปิดได้) คือ ระดับ 1 ยอมให้ล้อหลังหมุนฟรีได้บ้าง (สำหรับสายลุยที่ต้องการปัดท้ายเล็กน้อย) – ระดับ 7 ระบบทำงานไวที่สุด ตัดกำลังทันทีที่ล้อเริ่มสลิป (ปลอดภัยสูงสุดบนถนนเปียก)
- S (Suspension) ช่วงล่างไฟฟ้า Showa EERA) ปรับได้ 4 โหมดหลัก Hard / Medium / Soft / Off-Road ปรับความหนืดของโช้คอัพไฟฟ้าตามสภาพถนน

ระบบช่วงล่างไฟฟ้า Showa EERA (Electronically Equipped Ride Adjustment) เฉพาะในรุ่น Adventure Sport
โหมดการปรับตั้งค่าความหนืด (Damping Modes) HARD ความหนืดสูงสุดเพื่อการขับขี่ที่มั่นคงในย่านความเร็วสูง ลดอาการโยนของตัวรถขณะเข้าโค้งบนถนนดำสามารถเลือกโหมดของช่วงล่างได้ผ่านหน้าจอสัมผัส โดยมี 4 ค่ามาตรฐานหลัก คือ MEDIUM ค่าสมดุลที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ให้ความนุ่มนวลแต่ยังคงความเฟิร์มในการควบคุม SOFT เน้นการซับแรงกระแทกจากถนนที่ไม่เรียบหรือรอยต่อสะพาน เหมาะสำหรับการขี่ชิลล์ๆ หรือการเดินทางไกลที่ไม่เคร่งเครียด OFF-ROAD ปรับการคืนตัว (Rebound) ให้สัมพันธ์กับการลุย เพื่อให้ล้อเกาะติดพื้นผิวถนนที่ขรุขระได้ดีที่สุด

เจาะลึก Showa EERA ระบบช่วงล่างอัจฉริยะที่คิดแทนคุณในเสี้ยววินาที
หนึ่งในฟีเจอร์ที่ทำให้รุ่น Adventure Sports โดดเด่นกว่าใครคือระบบช่วงล่างไฟฟ้า Showa EERA ซึ่งในปี 2026 นี้ได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ประมวลผลร่วมกับระบบเกียร์ DCT และหน่วยประมวลผล IMU 6 แกน ได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าที่เคย
ระบบ Showa EERA มีระยะยุบ 210 มม. และไม่ใช่แค่โช้คอัพที่ปรับได้จากหน้าจอ แต่มันคือระบบ Active Suspension ที่ทำงานแบบ Real-time มี เซนเซอร์ความเร็ว (Stroke Sensor) ตรวจจับจังหวะการยุบและคืนตัวของโช้คอัพ IMU 6-Axis จับองศาของรถ (เอียง, ก้ม, เงย) และแรงจี (G-Force) วาล์วไฟฟ้า (Solenoid Valve) ระบบจะสั่งการให้วาล์วภายในโช้คอัพเปิดหรือปิดเพื่อปรับความหนืด

การปรับพรีโหลดไฟฟ้า (Rear Spring Preload) นอกจากการปรับความหนืดแล้ว ยังสามารถปรับ ค่าความแข็งของสปริงหลัง (Preload) ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัสเพื่อให้เหมาะกับน้ำหนักบรรทุก
เลือกปรับได้ 4 รูปแบบคือ ขี่คนเดียว (Single Rider) รถจะนุ่มนวลและควบคุมง่าย ขี่คนเดียว + สัมภาระ (Rider + Luggage) เพิ่มความแข็งสปริงเพื่อรองรับน้ำหนักท้าย ขี่สองคน (Rider + Pillion) ปรับระดับสปริงให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันอาการหน้าเชิด ขี่สองคน + สัมภาระ (Rider + Pillion + Luggage) ระดับสูงสุดเพื่อรักษาการควบคุมรถให้สมบูรณ์แบบ

และด้วยล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว ร่วมกับช่วงล่างไฟฟ้า ทำให้ระยะยุบ (Stroke) ของโช้คอัพถูกออกแบบมาให้เน้นการซับแรงในย่านความถี่ของถนนดำได้ดีขึ้น อาการ “หน้าจิก” ขณะเบรกอย่างรุนแรงจะลดลงมาก เพราะระบบไฟฟ้าจะสั่งเพิ่มความหนืดโช้คหน้าทันทีที่ตรวจพบแรงเบรกหนักๆ


New Honda Africa Twin 2026 มี 2 รุ่น 2 ราคา สีลายกราฟิกต่างกัน
- Africa Twin DCT ล้อหน้า 19 นิ้ว ราคา 718,000 บาท สี Pearl Glare White หัวสีแดงหมือนรุ่นดั้งเดิม สุดเด่น
- Africa Twin MT ล้อหน้า 21 นิ้ว ราคา 578,000 บาท สี Pearl Glare White รหัสสีเดียวกัน แต่ต่างกันชัดเจน
Africa Twin ปี 2026 ฮอนด้าทำรุ่น DCT และรุ่น MT แยกจากกันชัดเจน หลักๆ ในเรื่องราคาที่ต่างกันถึงแสนกว่าบาท คนที่จะซื้อก็ต้องเลือกว่าตัวเองจะใช้งานรถแบบไหน ถ้าต้องการความทันสมัยความสบายชอบเดินทางไกลใช้ทางดำเป็นหลักก็ DCT อันนี้ใช้งานทุกวันยังได้
แต่ถ้าชอบลุยขี่ Off Road ด้วย Adventure Touring ขนาดใหญ่ มีความดิบ ใช้เดินทางไกลได้แต่ไม่สบายและปลอดภัยบนทางดำเหมือนในรุ่น DCT แต่มีราคาถูกกว่าแสนกว่าบาท ก็ต้องรุ่น MT

แต่ถ้าชอบขี่ทางไกลบนทางดำ ได้ความทันสมัย ได้ความสบายด้วย และลุย Off Road ได้สบาย ก็เอารุ่น DCT ไปแต่งเพิ่มอยากน้อยก็เปลี่ยนยางอ่ะนะ ชอบแบบไหนก็เลือกเอา ..ยาวชิหายเขียนรีวิวแต่ละที แต่สามารถเสิร์ซหาย้อนอ่านได้(เกือบ)ทุกรุ่นที่ผมเคยขี่และรีวิวครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบ … เก่ง กฤตวัฒน์ จันทร์วิเชียร
อ้อออ ชุดขี่ทั้งหมด หมวก Nexx X.Wed 3 เสื้อกางเกง REV’IT จาก Panda Rider ไปตำกันได้
คลิปรีวิว Honda CRF1100L Africa Twin 2026
1 คลิปรีวิว Honda Forza 750
2 รีวิว Honda Forza 750
3 คลิปรีวิว Honda XADV750
4 บทความรีวิว XADV750 และสเปค ข้อมูล
5 คลิปรีวิว 2025 Honda CBR1000RR-R SP โมเดลล่าสุด
6 บทความรีวิว 2025 CBR1000RRR SP โมเดลล่าสุด
เปิดตัว 2024 New CBR1000RR-R ที่ ThaiGP 2024
รีวิว Honda CBR650R Eclutch ใช้งานทั่วไป









